"สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐ" ร่วมออกโรง จี้ยุบคณะกรรมการปฏิรูปฯ พุทธศาสนา เรียกร้องให้ดำเนินการ "ไพบูลย์" ปธ.กรรมการ กับ "พุทธอิสระ" ฐานคุกคามจาบจ้วงมหาเถรฯ และผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ขณะที่ พระธรรมทูตภาคใต้ ก็แถลงไม่เห็นด้วย เสนอตั้งคณะกรรมการที่ได้รับการยอมรับจากคณะสงฆ์ สังคม ประชาชน ส่วนมหาจุฬาฯ และกลุ่มนักวิชาการเพื่อพุทธศาสนา ขีดเส้น 12 มี.ค. นี้ ยกเลิกกรรมการชุดไพบูลย์ ด้านพุทธอิสระโผล่มอบตัวกองปราบฯ คดีฝ่าฝืนกฎอัยการศึก กรณีนำม็อบบุกวัดปากน้ำภาษีเจริญ ก่อนแจ้งความกลับเอาผิด "ธัมมชโย" ข้อหาฉ้อโกง แต่งกายเลียนสงฆ์
เมื่อวันที่ 2 มี.ค. สมัชชาสงฆ์ไทยในประเทศสหรัฐอเมริกา ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 เรื่องขอให้ปฏิเสธคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และพฤติกรรมของพระสุวิทย์ ธีรธัมโม หรือพุทธอิสระ ว่าด้วยสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐ อเมริกา ได้ติดตามข่าวการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปฯ พระพุทธศาสนา สปช. และมีพระภิกษุบางรูปพระพฤติตนไม่เหมาะสม ได้ร่วมมือกันดำเนินการอย่างมีอคติ และไม่มีความจริงใจ ปราศจากความเคารพ รวมทั้งมิได้ทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย
สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา จึงขอเรียกร้องดังต่อไปนี้ 1.ขอให้ประธานสปช. ยุบคณะกรรมการปฏิรูปฯ ดังกล่าว แล้วตั้งคณะกรรมการปฏิรูปฯ ชุดใหม่ ที่มีความรู้ความเข้าใจในพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์อย่างแท้จริง 2.ให้ดำเนินการต่อนายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานคณะกรรมการปฏิรูปฯ ชุดดังกล่าว และพุทธอิสระ ที่คุกคามจาบจ้วงก้าวร้าวต่อมหาเถรสมาคม และผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ทั้งนี้ เพื่อให้การปฏิรูปพระพุทธศาสนาให้เหมาะสม ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม เพื่อความเป็นธรรม อันจะรักษาความมั่นคงของพระพุทธศาสนาให้เป็นสถาบันหลักของชาติสืบไป
พระครูสิริอรรถวิเทศ เลขาธิการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกากล่าวว่า คณะกรรมการสมัชชาสงฆ์ฯ ลงความเห็นร่วมกัน คือ ปฏิเสธการทำงานของคณะกรรมการ ปฏิรูปฯ พระพุทธศาสนา โดยให้ตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ที่มีความรู้ความเข้าใจพระพุทธศาสนาและการทำงานของพระสงฆ์มากกว่านี้ และเน้นให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา ปรับปรุงต่อไป อย่างไรก็ตาม เราปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกองค์กรมีจุดอ่อนจุดด้อย แต่ทำอย่างไรจึงจะแก้ปัญหาร่วมกันได้อย่างสันติ หาแนวทางร่วมกัน ดีกว่าที่จะมาเบียดเบียนกัน หรือมุ่งทำลายฝ่ายที่มองต่างจากพวกตน
ขณะเดียวกัน พระธรรมทูตอาสา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ออกแถลงการณ์ เรื่องหยุดสร้างความแตกแยกให้บ้านเมือง โดยระบุว่าพระธรรมทูต 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย จ.ยะลา จ.ปัตตานี จ.นราธิวาส จ.สงขลา และ จ.สตูล ได้ร่วมกันทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาในพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อปกป้องพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ในพื้นที่ ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ได้พบเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่นับครั้งไม่ถ้วน และได้ติดตามการทำงานของคณะกรรมการปฏิรูปฯ พระพุทธศาสนา ไม่พบเห็นแนวทางที่แก้ไขความรุนแรงในพื้นที่
แถลงการณ์ระบุต่อว่า หากปล่อยให้คณะกรรมการชุดนี้ดำเนินการต่อไป คงไม่แตกต่างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนั้น ขอให้สปช.ยุบคณะกรรมการปฏิรูปฯ พระพุทธศาสนา แล้วให้แต่งตั้งคณะกรรมการที่ได้รับการยอมรับจากคณะสงฆ์ สังคม และประชาชนโดยรวม ขึ้นมาทดแทน อีกทั้งขอเรียกร้องให้มีมาตรการปฏิรูปที่ครอบคลุมศาสนาอื่นๆ อย่างเหมาะสม และแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง รวมทั้งขอยืนยันปกป้องพระพุทธศาสนาในพื้นที่เสี่ยงภัย พร้อมเคลื่อนไหวกับองค์กร กลุ่มต่างๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมการปฏิรูปฯ ชุดดังกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สถานการณ์พระพุทธศาสนาในประเทศไทย สร้างความวิตกกังวลไปยังชาวไทยพุทธในหลายประเทศ โดยล่าสุดเครือข่ายชาวพุทธแห่งประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิกใต้ ออกแถลงการณ์ถึงรัฐบาลไทย ให้สปช.ยุบคณะกรรมการปฏิรูปฯ พระพุทธศาสนา ด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ คณะศิษยานุศิษย์หลวงตา มหาบัว ญาณสัมปันโน ทำหนังสือถึงนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสปช. ออกแถลงการณ์เรียกร้องดังนี้ 1.ในการร่างรัฐธรรมนูญ ขอให้บัญญัติว่า "การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์" และขอให้แก้ไข พ.ร.บ. คณะสงฆ์ มาตราอื่น ให้บัญญัติตามพระธรรมวินัยว่า "ผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยพรรษา" มิใช่ "ผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์"
2.คัดค้านการออกกฎหมายปกครองสงฆ์ที่ขัดต่อพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ดีแล้ว เพื่อมิให้เกิดสังฆเภทอันเป็นกรรมหนักที่สุดในพระพุทธศาสนา การจะตั้งองค์กรใดมาควบคุมย่อมไม่สำคัญเท่ากับได้คนดีมาปกครองประเทศ ได้พระดีมาปกครองสังฆมณฑล เพราะเราไม่สามารถทำให้ทุกคนเป็นคนดี ไม่สามารถทำให้พระทุกรูปเป็นพระดีได้ ประเทศไทยมีองค์กรจำนวนมากทั้ง ปปง. ป.ป.ช. สตง. ก็ยังไม่สามารถปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมืองและข้าราชการได้ ดังนั้น การเอาองค์กรประเภทนี้เข้ามาก้าวล่วงเรื่องของสงฆ์ ซึ่งมีพระธรรมวินัยเป็นองค์แทนของพระศาสดา ก็ย่อมสุ่มเสี่ยงจะเกิดปัญหาใหม่ที่บานปลายหนักยิ่งขึ้น
ส่วนพระเมธีธรรมาจารย์ รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ในฐานะที่ปรึกษาสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา (สนพ.) กล่าวว่า ขณะนี้กลุ่มเครือข่ายชาวพุทธ และพระธรรมทูตทั่วโลก ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนเดียวกัน รวมทั้งยินดีที่จะร่วมปฏิรูปพระพุทธศาสนา โดยให้รัฐบาลรับฟังความคิดเห็นคณะสงฆ์ในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน จากนี้ไปคณะสงฆ์ไทย พระธรรมทูตทั่วโลก เครือข่ายชาวพุทธทั่วโลก จะแสดงจุดยืนจนถึงเวลาที่ได้กำหนดไว้ คือวันที่ 11 มี.ค. และจะรอผลในวันที่ 12 มี.ค. เรื่องยกเลิกคณะกรรมการปฏิรูปฯ พระพุทธศาสนา
ขณะที่คณะกรรมการสโมสรนิสิต มหา วิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) วิทยาเขตขอนแก่น และคณะกรรมการสภานิสิตมหาจุฬาฯ วิทยาเขตขอนแก่น ออกแถลง การณ์ขอให้ยกเลิกคณะกรรมการปฏิรูปฯ พระพุทธศาสนา โดยระบุว่าไม่ปฏิเสธการปฏิรูป เพราะคณะสงฆ์ก็พยายามเสนอการปฏิรูป โดยการปรับแก้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ หลายครั้งแล้ว แต่ติดปัญหาทุกครั้ง ขณะเดียวกันก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีการดำเนินการของคณะกรรม การปฏิรูปฯ พระพุทธศาสนา ที่เหมือนกับมีวาระซ่อนเร้นที่จ้องจะทำลายคณะสงฆ์ และการปฏิบัติของประธานคณะกรรมการปฏิรูปฯ พระพุทธศาสนา ไม่ได้เป็นไปตามแนวทางที่เคารพต่อพระธรรมวินัย
จึงกลัวว่าปัญหานี้บานปลาย และคณะสงฆ์แตก แยกยิ่งไปกว่านี้อีก จึงขอแถลงการณ์เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรียกเลิกคณะกรรมการปฏิรูปฯ ชุดดังกล่าว ตามกรอบเวลาที่ สนพ.กำหนด
ที่รัฐสภา นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานคณะกรรมการปฏิรูปฯ พระพุทธศาสนา สปช. กล่าวว่า วันอังคารที่ 10 มี.ค. จะสัมมนารับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย ทั้งคณะสงฆ์ และประชาชน รวมถึงนักวิชาการ เพื่อแสดงความเห็น และหาแนวทางการปฏิรูปคณะสงฆ์ จะเป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา การสัมมนาจะจัดอย่างน้อย 3 ครั้ง เพื่อให้ครอบคลุมในทุกๆ ด้าน ก่อนสรุปนำเสนอ สปช.ต่อไป
ส่วน พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิ การคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวถึงกรณีที่นายไพบูลย์ เชิญผู้แทนจาก ปปง. ร่วมหารือคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ออกเช็คเงินสดให้เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย 8 ฉบับ จำนวนเงิน 348 ล้านบาท วัดพระธรรมกาย 6 ฉบับ จำนวนเงิน 436 ล้านบาท และจ่ายให้พระลูกวัด อีก 119 ล้านบาท โดยเสนอให้ปปง. ดำเนินคดีทางเพ่ง และอายัดทรัพย์สินของผู้ที่เกี่ยวข้อง ว่า ปปง.จะเร่งดำเนินการตามที่ได้เสนอมา เนื่องจากเป็นคดีที่มีความซับซ้อน อาจต้องใช้เวลาดำเนินการผ่านกระบวนการกฎหมาย หากตรวจสอบพบว่ามีทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด จะเร่งเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการธุรกรรม เพื่อพิจารณาดำเนินคดีต่อไป
วันเดียวกัน ที่กองบังคับการปราบปราม พระสุวิทย์ หรือพุทธอิสระ เข้ามอบตัวต่อ ร.ต.อ.พัฒนพงษ์ ศิริเจริญนำ พนักงานสอบสวน กก.1 ป. กรณีที่คณะนิสิต มจร. วิทยาเขตอุบลราชธานี แจ้งความกล่าวหา กระทำการขัดขืนกฎอัยการศึก ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 7/2557 เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมือง ห้าม มิให้มั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป และคุกคามมหาเถรสมาคม
ขณะเดียวกัน พุทธอิสระแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย หรือนายไชยบูลย์ สุทธิผล
เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานในประการที่อาจทำให้ผู้อื่น หรือประชาชนได้รับความเสียหาย แต่งกายเลียนแบบสงฆ์ หรือนักบวชในศาสนาโดยมิชอบ และข้อหาฉ้อโกง โดยหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความซึ่งควรแจ้ง โดยการหลอกลวงนั้นได้มาซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง หรือบุคคลที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 208 และ 341
รวมทั้งดำเนินคดีกับเจ้าคณะปกครอง คือเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ และเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี และกรรมการมหาเถรสมาคม ในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานในประการที่อาจทำให้ ผู้อื่น หรือประชาชนได้รับความเสียหาย และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 157 และดำเนินคดีกับมหาเถรสมาคม ฐานไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ซึ่งบัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. คณะสงฆ์ มาตรา 15 (ตรี) คือไม่ปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยดีงาม ไม่รักษาหลักพระธรรมวินัย
พุทธอิสระกล่าวว่า การมอบตัวดังกล่าว เพื่อไม่ให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ รัฐบาล และคสช.ลำบากใจ และเพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาว่าสองมาตรฐาน จึงแสดงความจำนงเข้าพบพนักงานสอบสวนเอง ส่วนมูลเหตุคงมาจากที่ได้เดินทางไปวัดปากน้ำภาษีเจริญ โดยในวันนั้นมีผู้มาถวายสังฆทาน จึงเป็นเหตุให้กล่าวอ้างเพื่อแจ้งความดำเนินคดี
นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบสำนวนคดีที่นายพชร ยุติธรรมดำรง อดีตอัยการสูงสุด มีคำสั่งเปลี่ยนชุดพนักงานอัยการเเละถอนฟ้องคดีพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังเอาทรัพย์สินไปเป็นของตนโดยทุจริตเมื่อปี 2549 ว่า ภายในวันที่ 3 มี.ค. จะนำเรื่องนี้ขออนุญาตนายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด เพื่อขอตรวจดูสำนวนในคดีนี้อีกครั้ง ก่อนจะชี้แจงในรายละเอียดต่อไป เมื่อตรวจดูสำนวนแล้วก็จะทราบถึงเหตุผลในคำสั่งของอดีตอัยการสูงสุด เพราะก่อนการลงนามในครั้งนั้น จะต้องอธิบายถึงเหตุผลในคำสั่งที่ออกไป ที่มา :postjung

0 comments:
Post a Comment